สมการเชิงอนุพันธ์ประยุกต์สำหรับวิศวกร : 206362

จำนวนชั่วโมงเรียน

15 ชั่วโมง

อายุคอร์ส

150 วัน

ราคา

฿1,930.00
ซื้อทั้งคอร์สในราคาที่ถูกกว่า!

รายละเอียด

สมการเชิงอนุพันธ์ประยุกต์สำหรับวิศวกร (206362)

รายวิชานี้เป็นพื้นฐานสำคัญของวิศวกรรมศาสตร์ที่ต่อยอดจากแคลคูลัสและฟิสิกส์ เพื่อวิเคราะห์ระบบจริง เช่น การสั่น การสั่นสะเทือนของโครงสร้าง ระบบไฟฟ้า และการแพร่กระจายของพลังงานในรูปแบบต่าง ๆ

เนื้อหาครอบคลุมตั้งแต่สมการอนุพันธ์สามัญ (ODE) ไปจนถึงสมการอนุพันธ์ย่อย (PDE) และเทคนิคการแก้สมการโดยใช้อนุกรมและการแปลงลาปลาซ

1. การแก้สมการอนุพันธ์อันดับสองและอันดับสูง (Higher-Order Differential Equations)

สมการเชิงอนุพันธ์อันดับสองทั่วไปสามารถเขียนได้เป็น ad2ydx2+bdydx+cy=f(x)\displaystyle a \displaystyle \frac{d^2 y}{dx^2} + b \displaystyle \frac{dy}{dx} + c y = f(x)

กรณี เชิงเส้นและมีสัมประสิทธิ์คงที่

สมการ Homogeneous : ad2ydx2+bdydx+cy=0\displaystyle a \displaystyle \frac{d^2 y}{dx^2} + b \displaystyle \frac{dy}{dx} + c y = 0 หาผลเฉลยโดยสมมติว่า y=erx\displaystyle y = e^{r x} แทนลงในสมการ จะได้สมการลักษณะ (Characteristic Equation) ar2+br+c=0\displaystyle a r^2 + b r + c = 0

คำตอบขึ้นกับรากของสมการนี้

  1. ถ้า r1,r2\displaystyle r_1, r_2 เป็นจำนวนจริง → y=C1er1x+C2er2x\displaystyle y = C_1 e^{r_1 x} + C_2 e^{r_2 x}
  2. ถ้าเป็นเชิงซ้อน → y=eαx(C1cosβx+C2sinβx)\displaystyle y = e^{\alpha x}(C_1 \cos \beta x + C_2 \sin \beta x)

กรณี Non-homogeneous ใช้วิธีเช่น

  1. เทียบสัมประสิทธิ์ (Method of Undetermined Coefficients)
  2. แปรพารามิเตอร์ (Variation of Parameters)

2. ระบบสมการเชิงอนุพันธ์ (Systems of Differential Equations)

ระบบสมการเชิงอนุพันธ์เชิงเส้นแบบสองตัวแปร {dxdt=ax+bydydt=cx+dy\displaystyle \begin{cases} \displaystyle \frac{dx}{dt} = a x + b y \\ \displaystyle \frac{dy}{dt} = c x + d y \end{cases} เขียนในรูปเมทริกซ์ได้เป็น dXdt=AX\displaystyle \displaystyle \frac{d\mathbf{X}}{dt} = A \mathbf{X} โดยที่ A=[abcd],X=[xy]\displaystyle A = \begin{bmatrix} a & b \\ c & d \end{bmatrix}, \quad \mathbf{X} = \begin{bmatrix} x \\ y \end{bmatrix} ผลเฉลยทั่วไปคือ X(t)=eAtC\displaystyle \mathbf{X}(t) = e^{A t} \mathbf{C} หาค่า eAt\displaystyle e^{A t} จาก eigenvalue และ eigenvector ของเมทริกซ์ A\displaystyle A

3. ผลเฉลยอนุกรม (Series Solutions)

ใช้เมื่อสมการเชิงอนุพันธ์ไม่สามารถแก้ได้ด้วยฟังก์ชันพื้นฐาน

สมมติให้คำตอบอยู่ในรูปของอนุกรมกำลัง y(x)=n=0an(xx0)n\displaystyle y(x) = \displaystyle \sum_{n=0}^{\infty} a_n (x - x_0)^n นำไปแทนในสมการเชิงอนุพันธ์และจัดรูปเพื่อหาความสัมพันธ์ระหว่างสัมประสิทธิ์ an\displaystyle a_n ​ เช่น an+2=an(n+2)(n+1)\displaystyle a_{n+2} = \displaystyle \frac{a_n}{(n+2)(n+1)}

ตัวอย่างสมการสำคัญที่ใช้วิธีนี้ ได้แก่

  1. สมการของ Bessel x2y+xy+(x2m2)y=0\displaystyle x^2 y'' + x y' + (x^2 - m^2)y = 0
  2. สมการของ Legendre (1x2)y2xy+n(n+1)y=0\displaystyle (1 - x^2)y'' - 2x y' + n(n+1)y = 0

4. การแปลงลาปลาซ (Laplace Transform Method)

ใช้สำหรับแก้สมการเชิงอนุพันธ์ที่มีเงื่อนไขเริ่มต้น โดยแปลงสมการในโดเมนเวลาไปเป็นโดเมนความถี่

นิยามของการแปลงลาปลาซ L{f(t)}=F(s)=0estf(t)dt\displaystyle \mathcal{L}\{f(t)\} = F(s) = \displaystyle \int_{0}^{\infty} e^{-s t} f(t)\,dt

คุณสมบัติสำคัญ L{dydt}=sY(s)y(0)L{d2ydt2}=s2Y(s)sy(0)y(0)\displaystyle \mathcal{L}\left\{\displaystyle \frac{dy}{dt}\right\} = sY(s) - y(0) \mathcal{L}\left\{\displaystyle \frac{d^2y}{dt^2}\right\} = s^2 Y(s) - s y(0) - y'(0)

ตัวอย่างการประยุกต์ เช่น

  1. ระบบมวล–สปริง–แดมเปอร์ (Mass–Spring–Damper System) : md2xdt2+cdxdt+kx=F(t)\displaystyle m \displaystyle \frac{d^2x}{dt^2} + c \displaystyle \frac{dx}{dt} + kx = F(t)
  2. วงจร RLC : Ld2qdt2+Rdqdt+1Cq=E(t)\displaystyle L \displaystyle \frac{d^2q}{dt^2} + R \displaystyle \frac{dq}{dt} + \frac{1}{C}q = E(t)

5. สมการอนุพันธ์ย่อย (Partial Differential Equations: PDEs)

สมการที่มีอนุพันธ์หลายตัวแปร เช่น ut,2ux2\displaystyle \displaystyle \frac{\partial u}{\partial t}, \quad \frac{\partial^2 u}{\partial x^2}

สมการสำคัญในวิศวกรรมได้แก่

สมการความร้อน (Heat Equation) : ut=α22ux2\displaystyle \displaystyle \frac{\partial u}{\partial t} = \alpha^2 \displaystyle \frac{\partial^2 u}{\partial x^2}

สมการคลื่น (Wave Equation) : 2ut2=c22ux2\displaystyle \displaystyle \frac{\partial^2 u}{\partial t^2} = c^2 \displaystyle \frac{\partial^2 u}{\partial x^2}

สมการลาปลาซ (Laplace Equation) : 2ux2+2uy2=0\displaystyle \displaystyle \frac{\partial^2 u}{\partial x^2} + \frac{\partial^2 u}{\partial y^2} = 0

วิธีแก้ที่สำคัญคือ การแยกตัวแปร (Separation of Variables) โดยสมมติว่า u(x,t)=X(x)T(t)\displaystyle u(x,t) = X(x)T(t) แล้วแทนลงในสมการเพื่อแยกสมการให้เหลือเฉพาะตัวแปรเดียว

🔹 สรุปภาพรวมของคอร์ส

รายวิชา “สมการเชิงอนุพันธ์ประยุกต์สำหรับวิศวกร”

เป็นรากฐานสำคัญของการวิเคราะห์เชิงคณิตศาสตร์ในวิศวกรรมศาสตร์

ผู้เรียนจะสามารถ

  1. เข้าใจและแก้สมการเชิงอนุพันธ์ทั้งอันดับสูงและระบบสมการ
  2. ประยุกต์การแปลงลาปลาซในงานวิศวกรรมจริง
  3. ใช้การขยายอนุกรมและสมการเชิงอนุพันธ์ย่อยในการวิเคราะห์ระบบฟิสิกส์ เช่น การสั่น การแพร่ ความร้อน และสนามคลื่น

ทั้งหมดนี้คือเครื่องมือสำคัญในการออกแบบ วิเคราะห์ และจำลองระบบทางวิศวกรรมในโลกจริง

Preview

บทเรียน

บทที่ 1
สมการอนุพันธ์อันดับหนึ่งเบื้องต้นสำหรับวิทยาศาสตร์
1 ชั่วโมง ฿190.00
บทที่ 2
การแก้สมการอนุพันธ์อันดับสองและอันดับสูง
3 ชั่วโมง ฿400.00
บทที่ 3
ระบบสมการเชิงอนุพันธ์
2 ชั่วโมง ฿300.00
บทที่ 4
ผลเฉลยอนุกรม
3 ชั่วโมง ฿390.00
บทที่ 5
การแก้สมการอนุพันธ์ด้วยการแปลงลาปลาซ
3 ชั่วโมง ฿490.00
บทที่ 6
สมการอนุพันธ์ย่อย(PDE)
3 ชั่วโมง ฿290.00

ซื้อทั้งคอร์สตอนนี้

ได้รับสิทธิ์เข้าถึงบทเรียนทั้งหมดในคอร์สนี้ในราคาที่ถูกกว่า !